การเกิดของพระเยซูคริสต์ไม่ได้เพื่อให้แม่ของแมรี่ได้รับการดำเนินการกับโจเซฟ

February 19th, 2015

3

การเกิดของพระเยซูคริสต์ไม่ได้เพื่อให้แม่ของแมรี่ได้รับการดำเนินการกับโจเซฟ แต่ก่อนที่พวกเขามาด้วยกันมันกลับกลายเป็นว่าเธอกำลังตั้งท้องโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ โจเซฟสามีของเธอเป็นที่ดีและชอบธรรม เขาไม่ได้ดึงความอับอายขายหน้าเมื่อเธอและเขาจึงตัดสินใจที่จะแอบหย่าของเธอ แต่เมื่อเขาคิดว่าเรื่องนี้ดูเถิดมีปรากฏทูตสวรรค์ของพระเจ้าที่จะให้เขาในความฝันว่า “โยเซฟบุตรของดาวิดอย่ากลัวที่จะใช้เวลาในการที่คุณแมรี่ภรรยาของคุณสำหรับเด็กในของเธอก็คือการ พระวิญญาณบริสุทธิ์. เธอจะให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่งจะเรียกชื่อของเขาพระเยซูเพราะเขาจะช่วยคนของเขาจากความผิดบาปของพวกเขาทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพื่อจะสำเร็จตามที่พระเจ้าได้ตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะดูเถิดบริสุทธิ์จะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายและพวกเขาจะเรียกชื่อของเขามานูเอลซึ่งถูกตีความคือพระเจ้ากับเรา เมื่อโยเซฟตื่นจากการนอนหลับได้กระทำตามที่ทูตสวรรค์ของพระเจ้าได้บัญชาและเอาภรรยาของเขากับตัวเอง แต่เขาไม่ได้รู้จักกับเธอจนเธอได้ให้กำเนิดบุตรชาย เขาจึงเรียกชื่อเยซู

ครั้งหนึ่งในเมืองเดวิดว่าจาก Caesar Augustus มีคำสั่งว่าทุกคนในโลกควรจะเก็บภาษีนี่คือการสำรวจสำมะโนประชากรครั้งแรกและจะถูกเก็บไว้เมื่อ Kvirinius เป็นผู้ปกครองของซีเรีย ทั้งหมดให้แล้วออกไปเพื่อจะเข้าเรียนแต่ละคนไปที่เมืองของเขาเอง ดังนั้นโยเซฟก็จากเมืองนาซาเร็ ธ แคว้นกาลิลีไปยังแคว้นยูเดียไปยังเมืองของดาวิดซึ่งเรียกว่าเบ ธ เลเฮเพราะเขาเป็นของราชวงศ์ของดาวิดและครอบครัว เขาไปที่นั่นเขาได้ไปกับแมรี่ภรรยาของเขาดำเนินการที่ดีกับเด็ก เมื่อพวกเขาอยู่ที่นั่นเวลานั้นมาถึงตอนที่เธอจะให้กำเนิด และเธอนำมาลูกชายคนแรกของเธอและเขาห่อและวางไว้ในรางหญ้าเพราะมีห้องพักในโรงแรมเมื่อพระเยซูเกิดในเบ ธ เลเฮจูเดียในช่วงเวลาของกษัตริย์เฮโรดดูเถิดมีพวกนักปราชญ์จากทิศตะวันออกไปยังกรุงเยรูซาเล็มและถามว่า “ในกรณีที่บังเกิดมาเป็นกษัตริย์ของพวกยิวหรือเราเห็นดาวของเขาในภาคตะวันออกและเป็นที่มานมัสการเขา.” เมื่อกษัตริย์เฮโรดได้ยินนี้เขากำลังมีความสุขทั้งชาวกรุงเยรูซาเล็มกับเขา และเขารวบรวมปุโรหิตใหญ่ทุกคนและกรานและถามพวกเขาที่ซึ่งพระคริสต์จะเกิด พวกเขากล่าวว่า “ในเบ ธ เลเฮแคว้นยูเดียเพราะว่าจึงถูกเขียนโดยผู้เผยพระวจนะ:. คุณเบ ธ เลเฮแผ่นดินยูดาห์จะไม่น้อยในหมู่เจ้าชายของยูดาห์เพื่อออกมาจากคุณจะมาเป็นผู้ปกครองที่จะเลี้ยงดูอิสราเอลประชาชนของเรา”

Categories: การศึกษา

Comments Off

คริสตจักรที่แท้จริงนั้นไม่มีชื่อแต่เป็นการร่วมประชุมกันของเหล่าสาวกพระคริสต์ในแต่ละแห่ง

January 27th, 2015

3

คริสจักรคืออะไร คริสตจักรกับโบสถ์เหมือนกันรึเปล่า ทำไมบางคนเรียกคริสตจักร บางคนเรียกโบสถ์ แล้วต่างกันตรงไหนในภาษากรีกซึ่งเป็นต้นฉบับของพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ คำว่า ekklesia ซึ่งถูกแปลว่า “คริสตจักร” นั้นหมายถึง กลุ่มชนที่ถูกเรียกออกมาชุมนุมกัน ดังนั้นศัพท์คำนี้จึงหมายถึง กลุ่มชน ไม่ใช่สถานที่ หรือสิ่งปลูกสร้าง แต่ป้ายของสถานที่ประชุมของคริสเตียนส่วนใหญ่มักจะเขียนว่า คริสตจักร ดังนั้นคนทั่วไปจึงเข้าใจว่า อาคารหลังนั้นก็คือ คริสตจักร และอาคารที่เป็นที่ประชุมส่วนใหญ่ก็มีหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์ของโบสถ์คริสต์ ดังนั้นเขาจึงเรียกว่า “โบสถ์” สุดท้ายก็เลยสับสน เข้าใจว่า คริสตจักรก็คือโบสถ์ ในความเป็นจริง ถ้าจะเรียกกันให้ถูกต้อง เราไม่ควรเรียกอาคาร หรือสถานที่ซึ่งคริสเตียนมาประชุมกันว่า คริสตจักร แต่ควรเรียกว่า “สถานที่ประชุมของคริสตจักร” จึงจะถูกต้อง ส่วนคริสตจักรนั้นหมายถึงกลุ่มชนที่ถูกเรียกจากพระเจ้าให้แยกออกมาจากฝ่ายโลก เพื่อชุมนุมกันต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า

คริสตจักรที่แท้จริงนั้นไม่มีชื่อ แต่เป็นการร่วมประชุมกันของเหล่าสาวกพระคริสต์ในแต่ละแห่ง แต่บรุษไปรษณีย์จะงงงวยมากและไม่เข้าใจ เพราะกลุ่มคนนั้นต้องมีชื่อกลุ่ม ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่ากลุ่มไหน อยู่ที่ไหน ในสมัยท่านเปาโลก็มีปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น คนภายนอกเลยเรียกเอาเองว่าพวกนาซาเร็ธบ้าง พวกพระคริสต์บ้าง(คริสเตียน) พวกทางนั้นบ้าง พวกคว่ำโลกบ้าง นี่เป็นชื่อคนนอกตั้งให้ทั้งนั้นปัจจุบันคริสเตียนมีมากมายหลายกลุ่มเหลือเกินทั่วโลก พวกเรานั้น คริสเตียนทั่วไปเขาเรียกว่าพวกคณะที่ประชุม(assembly) ภาษาจีนว่า ชิ่วฮุ่ยโส่ว ที่แท้จริงคือผู้เชื่อในพระเยซู เชื่อในพระเจ้า และมาร่วมประชุมกันเป็นกลุ่ม แสวงหาสัจธรรมฝ่ายวิญญาน ถ้าเราไม่ให้ชื่อว่าคริสตจักรในกรุงเทพ คนทั่วไป คริสเตียนทั่วไปแม้บุรุษไปรษณีย์ก็จะงง ดังนั้นจึงต้องมีชื่อกลุ่มแล้วแต่จะตั้ง และมีที่อยู่เพื่อการติดต่อ ดังที่คริสเตียนทั่วโลกเขาทำกัน เรื่องนี้อย่าเถรตรงเกินไป และอย่าเน้นเป็นเรื่องใหญ่โต ให้แสวงหาที่จะเติบโตฝ่ายวิญญานมากๆ มีพระคริสต์มากๆ คนฝ่ายวิญญานที่แท้จริงก็เป็นพวกเดียวกันอยู่แล้ว พวกพระเจ้าไง พวกพระคริสต์ไง พระเจ้าทราบอยู่แล้วว่าใครเป็นใคร พระเจ้าคอยดูว่าเรามีพระคริสต์ในตัวเราเท่าไรแล้ว นี่ต่างหากที่เป็นฝ่ายวิญญานและฝ่ายสวรรค์ จะอยู่กลุ่มไหน ไปประชุมที่ไหน หรืออยู่แต่ที่บ้านเพราะไปคริสตจักรต่างๆไม่ลง ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะคนฝ่ายวิญญานดำเนินอย่างดื่มด่ำกับพระวิญญานทุกวัน ซาบซ่านกับพระวิญญานทุกวัน แล้วสถานที่ประชุมเอย ชื่อสถานที่ประชุมเอยจะสำคัญอะไรสิ่งที่พระเจ้าต้องการในที่สุดคือธาตแท้ของพระคริสต์ สำแดงออกมาทางจิตและกายต่างหาก นอกจากสภาพและธาตุแท้ฝ่ายวิญญานแล้ว นอกนั้นล้วนเป็นวัตถุ เป็นไม้ เป็นอิฐ ไม่ใช่ฝ่ายสวรรค์เลย เข้าใจหรือยัง

Categories: การศึกษา

Comments Off

ทำความเข้าใจเรื่องคริสตจักรเครือข่าย

December 2nd, 2014

คริสตจักรแบบเครือข่าย (Network Church)  คือคริสตจักรแห่งการร่วมมือกันและช่วยเหลือกันอย่างลึกซึ้งของกลุ่มคริสตจักรท้องถิ่นในหลากหลายรูปแบบ จนเป็นเสมือนกับเป็นคริสตจักรเดียวกัน คริสตจักรเครือข่ายเป็นคริสตจักรท้องถิ่นในรูปแบบใหม่ ซึ่งมีรูปแบบพื้นฐานอยู่ 3 รูปแบบดังนี้

1.  Network House Church (แบบคริสตจักรเครือข่ายบ้าน) หรือกลุ่มคริสตจักรตามบ้านที่มีการเชื่อมโยงกัน ช่วยเหลือกัน และรวมตัวนมัสการด้วยกันอย่างสม่ำเสมอ อาจรวมตัวกันทุกสัปดาห์หรือเดือนละครั้งหรือสองเดือนครั้ง ก็แล้วแต่ตกลงกัน โดยอาจไปเช่าหรือใช้สถานที่ที่ใดที่หนึ่ง และทั้งหมดเคลื่อนเสมือนเป็นคริสตจักรเดียวกัน รูปแบบนี้มักเป็นกรณีของการทำกลุ่มคริสตจักรตามบ้าน(หรือตามที่ต่างๆ)ที่ไม่มีอาคารสถานที่เป็นของตนเอง
2. Building-Shared Network Church (คริสตจักรเครือข่ายร่วมสถานที่) เป็นกรณีของคริสตจักรแห่งหนึ่งมีสถานที่ของตน แต่มีใจกว้างเปิดให้คริสตจักรอื่นๆ หรือผู้รับใช้อื่นๆ ที่ไม่มีอาคารสถานที่ มาร่วมใช้นมัสการ โดยทำได้หลายรูปแบบ เช่น อาจแบ่งใช้คนละห้อง แบ่งใช้คนละเวลา หรือแบ่งใช้คนละวัน ซึ่งแต่ละรอบก็ไม่จำเป็นต้องมีสไตล์เหมือนกัน หรือยังอาจมีรอบรวมที่ทุกรอบมารวมตัวกันเป็นครั้งคราว หรือยังทำได้ขนาดว่าทุกคริสตจักรมานมัสการร่วมกันในรอบเดียวกันตลอด โดยผลัดกันเทศนา ผลัดกันนำ  ส่วนในเรื่องเงินถวายก็สามารถใช้การแยกซองถวาย ส่วนหน้าที่รับผิดชอบและค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็ช่วยเหลือกันตามน้ำใจ  ตามกำลังและความเหมาะสม และทั้งหมดเคลื่อนเสมือนเป็นคริสตจักรเดียวกัน
3. Cooperative Network Church (คริสตจักรเครือข่ายหุ้นส่วนหรือสหกรณ์) เป็นกรณีของคริสตจักรหลายๆ แห่งที่ต่างก็มีอาคารสถานที่ของตนเอง แต่ได้ร่วมมือกันอย่างลึกซึ้ง เช่น รวมงบประมาณกัน แบ่งปันบุคคลากรกัน ร่วมนโยบายแผนงานและกิจกรรมด้วยกัน ฯลฯ หรือบางที่ก็เป็นรูปแบบของ Multisite church  หรือ Satellite Church คือ ใช้คำเทศนาร่วมกัน  (เช่น ส่งบทเรียน ส่งคำเทศนา หรือถ่ายทอดสดคำเทศนาไปยังคริสตจักรในเครือข่าย)  และทั้งหมดเคลื่อนเสมือนเป็นคริสตจักรเดียวกัน

ในโลกนี้กำลังเกิด Network Church หรือคริสตจักรแบบเครือข่ายมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่คริสตจักรต่างๆต้องลงทุนซื้อที่ดินและสร้างอาคารคริสตจักร ซึ่งก็จะเป็นไปได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะราคาที่ดินหรือค่าเช่าแพงขึ้นมาก หลายคริสตจักรในโลกตะวันตกคริสตจักรต้องปิดตัวเพราะไม่สามารถจ่ายหนี้ที่กู้ธนาคารมาก่อสร้างคริสตจักรได้ หรือไม่สามารถจ่ายค่าดูแลรักษาอาคารได้ หรือไม่ก็ทุ่มเทเงินไปกับเรื่องอาคารสถานที่จนแทบไม่เหลือสำหรับเรื่องการประกาศข่าวประเสริฐ มิชชั่น และการสนับสนุนผู้รับใช้ ในขณะที่ หลายๆ คริสตจักรต่างก็ต้องแบกภาระมหาศาลในการซื้อหรือเช่าสถานที่ทั้งๆ ที่คริสตจักรก็อยู่ใกล้กัน และต่างก็ยังใช้ไม่คุ้มค่าอยู่แล้ว

Categories: การศึกษา

Tags: , Comments Off

การศึกษาศาสนาคริสต์ จึงต้องศึกษาที่ศาสนายูดายก่อน

November 24th, 2014

ศาสนาคริสต์ เป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดศาสนาหนึ่ง มีลักษณะ เป็นศาสนาเทวนิยม  ซึ่งนับถือพระเจ้าองค์เดียว คือ พระยะโฮวาหรือพระยาเวห์  คำว่า คริสต์ มาจากภาษากรีกว่า คริสตอล แปลว่า ผู้ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของพระเจ้า ศาสนาคริสต์ เป็นศาสนา ที่เน้นการมอบความรักที่บริสุทธิ์ให้แก่กัน  เพราะหลักการของศาสนาคริสต์ ถือว่า มนุษย์ทุกคน เป็นบุตรของพระเจ้าศาสนาคริสต์ เป็นศาสนา ที่พัฒนาหรือปฏิรูปมาจากศาสนายิวหรือยุดาย ดังนั้น การศึกษาศาสนาคริสต์ จึงต้องศึกษาที่ศาสนายูดายก่อน ประมาณ 2,000 ปี ก่อนคริสต์กาล ชนเผ่าหนึ่งเป็นบรรบุรุษของชาวยิว ตั้งถิ่นฐานอยู่ ณ ดินแดนเมโสโปเตเมีย มีหัวหน้าเผ่าชื่อ อับราฮัมได้อ้างตนว่า ได้รับโองการจากพระเจ้า ให้อพยพ ชนเผ่าไปอยู่ในดินแดนที่เรียกว่า คานาอัน โดยอับราฮัม กล่าวว่า พระเจ้ากำหนดและสัญญาให้ชนเผ่านี้ เป็นชนชาติ ที่ยิ่งใหญ่ต่อไป การที่พระเจ้าสัญญา จึงก่อให้เกิดพันธสัญญา ระหว่างพระเจ้ากับชนชาวยิว  ดังนั้น ในเวลาต่อมา จึงเรียกคัมภีร์ ของศาสนายูดาย และศาสนาคริสต์ว่า “พันธสัญญา”

ต่อมาดินแดนคานาอัน ประสบความแห้งแล้งอย่างรุนแรง ชาวยิว จึงอพยพกลับ ไปอยู่ในดินแดนของประเทศอียิปต์ และกลายเป็นทาสของอียิปต์ ชาวยิว ทนความลำบากของสภาพทาสไม่ได้ จึงคิดอพยพกลับไปดินแดนคานาอัน การเดินทางครั้งนี้ พระเจ้าทรงมีโองการให้ชาวยิวคนหนึ่งชื่อ “โมเสส” เป็นหัวหน้า ระหว่างเดินทางเต็มไปด้วยความลำบาก และต้องรอนแรมกลางทะเลทรายหลายปี และชาวอียิปต์ได้ส่งทหารติดตามกวาดล้าง โดยคิดว่าชาวยิวจะก่อกบฏ เมื่อไล่ติดตามมาถึงทะเลแดง ด้วยอำนาจของพระเจ้า โมเสสได้แยกน้ำออกจากกัน ทำให้ชาวยิวหนีรอดมาได้ เหตุการณ์สำคัญนี้ ต่อมาได้กลายเป็นเหตุการณ์สำคัญ ในงานฉลองประจำปี เรียกว่างานฉลองปาสกา นอกจากนี้ พระเจ้าได้มอบบัญญัติ 10 ประการ ให้แก่โมเสส  เพื่อให้ชาวยิวนำไปยึดถือปฏิบัติ บัญญัติ 10 ประการนี้ ถือเป็นหลักสำคัญของศาสนายูดาย และต่อมาถือเป็นหลักสำคัญของศาสนาคริสต์ ด้วย โมเสส ได้รับการยกย่องให้เป็นศาสดาของศาสนายูดาย

Categories: การศึกษา

Comments Off

คริสตจักรเป็นชุมชนแห่งความเชื่อ ความหวัง และความรัก

October 8th, 2014

เมื่อท่านได้รู้จักกับพระเจ้าแล้ว สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากในการที่จะทำให้ท่านได้รู้จักพระเจ้ามากขึ้นก็คือการไปคริสตจักรหรือโบสถ์ เพราะที่นี่จะทำให้ท่านได้มีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆในพระคัมภีร์ ได้มีโอกาสรู้จักเพื่อนๆผู้เชื่อด้วยกัน รวมทั้งยังได้รับคำแนะนำดีๆในการดำเนินชีวิตคริสเตียนอีกด้วย พยายามรวบรวมที่อยู่หรือเว็บไซต์ของคริสตจักรต่างๆในประเทศไทย ท่านสามารถไปร่วมคริสตจักรใดก็ได้ที่ท่านสะดวกหรืออยู่ใกล้ท่าน เพราะคริสตจักรของพระเจ้าไม่ว่าที่ใดก็ตามล้วนเหมือนกัน เพราะเรามีพระเจ้าองค์เดียวกันทรงเป็นศรีษะของคริสตจักร และผู้เชื่อทุกๆคนก็ต่างเป็นกายเดียวกัน

ประโยชน์ของการไปคริสตจักร
1. คริสตจักรเป็นแหล่งแห่งการเรียนรู้จักพระเจ้า
พระจ้ามีจริงหรือ?แล้วพระเจ้าคือใคร? เกี่ยวข้องกับเราและโลกนี้อย่างไร? การรู้จักพระเจ้าจำเป็นต่อชีวิตของเราอย่างไร? ในคริสตจักรมีคำตอบสำหรับคำถามนี้ การรู้จักพระเจ้าไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องศาสนา แต่เราสามารถที่จะรู้จักพระเจ้าผู้ที่สร้างเรา  เราสามารถที่จะพูดคุยกับพระเจ้า และพระเจ้าสามารถที่จะช่วยเราได้ในทุกปัญหาของชีวิตเรา การเรียนรู้จักพระเจ้าจึงเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญมากสำหรับชีวิตมนุษย์
2. คริสตจักรเป็นที่ๆเรียนรู้จักสิ่งดีจากชีวิตของผู้เชื่ออื่นๆ
คริสตจักรเป็นชุมชน  การมาที่คริสตจักรทำให้เราได้เรียนรู้จักวิถีชีวิตของผู้อืน เพื่อเราเองจะได้เรียนรู้จักสิ่งดีของกันและกัน รับกำลังใจจากกันและกัน  หรือ หากมีปัญหาใดๆก็จะได้ช่วยเหลือแบ่งปันกัน ตามคำสอนของพระคัมภีร์
3. คริสตจักรเป็นที่ๆเสริมสร้างชีวิต
– ด้านจริยธรรม คริสจักรเป็นที่แห่งการอบรมผู้เชื่อให้ดำเนินชีวิตในทางพระเจ้าอันเนการอบรมรมในทางจริยะธรรม
– ด้านอารมณ์และความคิด คริสตจักรได้จัดกิจกรรมต่างๆเพื่อคนทุกกลุ่มวัย ผู้เชื่อจะได้เรียนรู้จักการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น  การทำงานร่วมกับผู้อื่น การพักผ่อน ผ่านกิจกรรมต่างๆ
– ด้านพัฒนาความรู้ความสามารถ ในคริสตจักรเปิดโอกาสให้สมาชิก ได้นำความรู้ความสามารถที่มีมาใช้ในคริสตจักรได้  รวมถึงสามารถที่จะเรียนรู้เรื่องอื่นๆตามความสนใจได้

Categories: การศึกษา

Tags: , Comments Off

Feed

http://www.sendas.ws /