คริสเตียนจึงบอกว่าพระเยซูเป็นทางเดียวเท่านั้นที่จะไปสวรรค์ได้

July 15th, 2015

หลายๆคนคงจะชินกับภาพที่คริสเตียนพยายามเล่าเรื่องพระเจ้าและชวนให้อีกหลายๆคนมาเชื่อ แล้วคงจะมีคำถามว่าทำไมต้องทำเช่นนั้น คำตอบง่ายๆก็คือเป็นคำสั่งของพระเจ้าที่ให้เราประกาศ ให้เราบอกเล่าเรื่องราวความรักของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ ให้เราชี้ทางไปสู่สวรรค์ให้กับคนที่ยังไม่รู้ว่าเมื่อต้องจากโลกนี้ไปแล้วจะไปอยู่ที่ไหน เหตุผลที่พระเจ้าสั่งให้เราทำเช่นนั้นก็เพราะความรักของพระองค์ที่มีต่อมนุษย์ พระเจ้าไม่อยากเห็นใครคนใดคนหนึ่งต้องตกนรก พระองค์จึงจำเป็นที่จะต้องบอกเรื่องราวของพระองค์ให้มนุษย์ได้รับรู้มากที่สุด เพื่อคนเหล่านั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์

ถ้าพูดตามหลักของความเป็นจริงแล้วคงเป็นไปไม่ได้ที่ทุกๆศาสนาจะนำเราเข้าสู่สวรรค์ เพราะศาสนาคริสต์บอกว่าพระเยซูเป็นทางเดียวเท่านั้นที่จะไปสวรรค์ได้ ศาสนาอิสลามบอกว่าพระอัลเลาะห์ทรงเป็นพระเจ้า ถ้าหากบอกว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าหรือมีพระเจ้าอื่นนอกเหนือจากพระอัลเลาะห์จะต้องถูกลงโทษ ศาสนาพุทธก็ได้กล่าวไว้ว่าการทำดีนั้นสามารถนำเราไปสู่นิพพานได้ จะเห็นได้ว่าหนทางไปสวรรค์ของแต่ละศาสนานั้นแตกต่างกัน และเป็นไปไม่ได้ที่ทุกศาสนาจะนำเราไปสวรรค์ได้ เพราะต่างขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าเช่นนั้นอะไรเป็นเหตุผลที่คริสเตียนถึงกล่าวว่าทางพระเยซูเท่านั้นที่จะนำเราไปสวรรค์ได้ การเกิดในครอบครัวคริสเตียนไม่ได้หมายความว่าคนๆนั้นจะเป็นคริสเตียน วัฒนธรรมหรือเชื้อชาติก็ไม่ได้กำหนดว่าคนๆนั้นจะต้องรู้จักพระเจ้า คนที่จะเป็นคริสเตียนได้ก็คือคนที่มีประสบการณ์กับพระเจ้าและรู้จักพระองค์เป็นการส่วนตัวเท่านั้น คริสเตียนแตกต่างจากศาสนาอื่นตรงที่ว่า คริสเตียนบอกว่าเราไม่สามารถทำดีใดๆได้เลยเพื่อที่จะได้เข้าสู่สวรรค์ เพราะเราทำดีเท่าไรก็ยังไม่ถึงมาตรฐานที่พระเจ้ากำหนดไว้ แม้ว่าเราจะทำดีทุกวัน แต่ก็อย่าลืมว่าเราก็ยังทำบาปได้ทุกๆวันเหมือนกัน (ความบาปที่ว่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นบาปใหญ่โตร้ายแรง แค่เราโกหก คิดไม่ดี สิ่งเหล่านี้ก็ล้วนแต่เป็นบาปทั้งสิ้น)ศาสนาอื่นๆสอนว่าให้เราทำดีเพื่อจะได้เข้าสู่สวรรค์ได้ แต่ในความเป็นจริงเรายังคงทำบาปทำชั่วทุกๆวัน และหากเป็นอย่างนี้เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเราจะเข้าสวรรค์ได้ แต่สำหรับคริสเตียนนั้น ความบาปของเราพระเยซูได้ชดใช้บาปแทนเราแล้วโดยการตายบนไม้กางเขนและฟื้นขึ้นอีกครั้งในวันที่สาม เพราะพระองค์รู้ดีว่ามนุษย์ไม่มีทางทำดีจนถึงมาตรฐานของพระเจ้าได้เลย และการทำดีก็ไม่สามารถลบล้างความบาปที่เรากระทำได้ ดังนั้นนอกจากการช่วยเหลือของพระเยซูแล้วไม่มีมนุษย์คนใดสามารถเข้าสู่สวรรค์ได้เลย และนี่จึงเป็นที่มาของคริสเตียนที่บอกว่าพระเยซูทรงเป็นทางเดียวเท่านั้นที่จะพาเราเข้าสู่สวรรค์ได้ อย่างไรก็ตามการเป็นคริสเตียนไม่ได้หมายความว่าพวกคริสเตียนนั้นมีสิทธิหรือเหนือกว่าคนอื่นๆ เพราะพระคัมภีร์ได้บอกไว้อย่างชัดเจนว่าทั้งพวกคริสเตียนและพวกที่ไม่ใช่คริสเตียนนั้นต่างก็เหมือนกัน คือเป็นคนบาปทั้งสิ้นและต้องการการช่วยเหลือให้รอดจากบึงไฟนรก ซึ่งการจะรอดได้นั้นก็โดยพระคุณของพระเจ้าเท่านั้น ไม่ใช่เกิดจากการเป็นคนเคร่งศาสนาหรือเกิดจากการกระทำของเราเอง

Categories: การศึกษา

Tags: , Comments Off

พระเยซูตรัสว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าโดยการประกาศว่าเรากับพระบิดาของเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

April 24th, 2015

43

C.S. Lewis ผู้เขียนหนังสือ ชื่่อคริสเตียนธรรมดา เขียนว่า ข้าพเจ้าพยายามที่จะไม่ให้ใคร ๆ พูดอะไร ที่คนชอบพูดกันเกี่ยวกับพระองค์ เช่นว่า ฉันพร้อมที่จะยอมรับพระเยซูว่าเป็นผู้สอนทางด้านคุณธรรมที่ดี แต่รับไม่ได้กับการอ้างว่าทรงเป็นพระเจ้า” นี่เป็นอะไรที่เราไม่ควรพูด เพราะหากคนธรรมดา ๆ จะพูดอะไร ๆ มากมายหลายอย่าง อย่างที่พระเยซูคริสต์ตรัส ไม่น่าจะเป็นอาจารย์ที่ดีได้ แต่น่าจะเป็นคนบ้ามากกว่าระดับเดียวกับคนที่พูดว่าตัวเองเป็นไข่ต้มหรือไม่ก็เป็นมารซาตานมาจากนรก คุณต้องเลือก หากพระองค์ไม่ใช่พระบุตรของพระเจ้า ก็จะต้องเป็นคนบ้าหรืออะไรที่แย่ยิ่งกว่านั้นคุณสามารถมองว่าพระองค์ทรงเป็นคนโง่คนบ้าคนหนึ่ง ถ่มน้ำลายรดพระองค์ แล้วปลงพระชนม์พระองค์ในฐานะมารซาตาน หรือซบลงแทบพระบาทของพระองค์แล้วเรียกพระองค์ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่อย่าทำมาเป็นพูดเหลวไหลเลยว่าพระองค์ทรงเป็นอาจารย์ที่ดีคนหนึ่ง พระองค์ไม่ได้ให้ทรงเราเลือกแบบนั้น และไม่ได้ทรงตั้งพระทัยเช่นนั้น

แล้วพระองค์ทรงอ้างว่าทรงเป็นผู้ใด พระคัมภีร์บอกว่าพระองค์ทรงเป็นใคร ประการแรกให้เราดูพระวจนะของพระเยซูในหนังสือยอห์น 10:30 เรากับพระบิดาของเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อมองอย่างเผิน ๆ นี่อาจดูเหมือนว่าไม่ใช่การยอมรับว่าทรงเป็นพระเจ้า แต่ ให้เรามาดูกันที่ปฎิกริยาของชาวยิวต่อคำพูดประโยคนี้ เราจะขว้างท่านมิใช่เพราะการกระทำดี แต่เพราะการพูดหมิ่นประมาท เพราะท่านเป็นเพียงมนุษย์แต่ตั้งตัวเป็นพระเจ้าคนยิวเข้าใจดีว่าคำกล่าวของพระเยซูคือการยอมรับว่าทรงเป็นพระเจ้า ในข้อพระคัมภีร์ข้อต่อ ๆ มา พระเยซูไม่ได้ทรงแก้ไขคำพูดของชาวยิวโดยปฏิเสธว่า เราไม่ได้อ้างตัวว่าเป็นพระเจ้า นั่นชี้ให้เห็นว่าพระเยซูตรัสว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าโดยการประกาศว่า เรากับพระบิดาของเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ยอห์น 8:58 เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งเราบอกความจริงแก่ท่านว่าก่อนอับราฮัมบังเกิดมานั้นเราเป็น อีกครั้งหนึ่งที่พวกยิวตอบโต้พระองค์ด้วยการหยิบก้อนหินขึ้นมาจะขว้างพระองค์ การประกาศหลักฐานแสดงตัวตนของพระองค์ว่าเราเป็นคือการนำพระนามที่ใช้เรียกพระเจ้าในพันธ์สัญญาเดิมมาใช้โดยตรง ทำไมชาวยิวจึงต้องการเอาหินขว้างพระองค์อีก หากพระองค์ไม่ได้ตรัสอะไรบางอย่างที่พวกเขาคิดว่าเป็นการหมิ่นประมาทพระเจ้าซึ่งก็คือการอ้างพระองค์ว่าทรงเป็นพระเจ้า

Categories: การศึกษา

Comments Off

การเกิดของพระเยซูคริสต์ไม่ได้เพื่อให้แม่ของแมรี่ได้รับการดำเนินการกับโจเซฟ

February 19th, 2015

3

การเกิดของพระเยซูคริสต์ไม่ได้เพื่อให้แม่ของแมรี่ได้รับการดำเนินการกับโจเซฟ แต่ก่อนที่พวกเขามาด้วยกันมันกลับกลายเป็นว่าเธอกำลังตั้งท้องโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ โจเซฟสามีของเธอเป็นที่ดีและชอบธรรม เขาไม่ได้ดึงความอับอายขายหน้าเมื่อเธอและเขาจึงตัดสินใจที่จะแอบหย่าของเธอ แต่เมื่อเขาคิดว่าเรื่องนี้ดูเถิดมีปรากฏทูตสวรรค์ของพระเจ้าที่จะให้เขาในความฝันว่า “โยเซฟบุตรของดาวิดอย่ากลัวที่จะใช้เวลาในการที่คุณแมรี่ภรรยาของคุณสำหรับเด็กในของเธอก็คือการ พระวิญญาณบริสุทธิ์. เธอจะให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่งจะเรียกชื่อของเขาพระเยซูเพราะเขาจะช่วยคนของเขาจากความผิดบาปของพวกเขาทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพื่อจะสำเร็จตามที่พระเจ้าได้ตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะดูเถิดบริสุทธิ์จะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายและพวกเขาจะเรียกชื่อของเขามานูเอลซึ่งถูกตีความคือพระเจ้ากับเรา เมื่อโยเซฟตื่นจากการนอนหลับได้กระทำตามที่ทูตสวรรค์ของพระเจ้าได้บัญชาและเอาภรรยาของเขากับตัวเอง แต่เขาไม่ได้รู้จักกับเธอจนเธอได้ให้กำเนิดบุตรชาย เขาจึงเรียกชื่อเยซู

ครั้งหนึ่งในเมืองเดวิดว่าจาก Caesar Augustus มีคำสั่งว่าทุกคนในโลกควรจะเก็บภาษีนี่คือการสำรวจสำมะโนประชากรครั้งแรกและจะถูกเก็บไว้เมื่อ Kvirinius เป็นผู้ปกครองของซีเรีย ทั้งหมดให้แล้วออกไปเพื่อจะเข้าเรียนแต่ละคนไปที่เมืองของเขาเอง ดังนั้นโยเซฟก็จากเมืองนาซาเร็ ธ แคว้นกาลิลีไปยังแคว้นยูเดียไปยังเมืองของดาวิดซึ่งเรียกว่าเบ ธ เลเฮเพราะเขาเป็นของราชวงศ์ของดาวิดและครอบครัว เขาไปที่นั่นเขาได้ไปกับแมรี่ภรรยาของเขาดำเนินการที่ดีกับเด็ก เมื่อพวกเขาอยู่ที่นั่นเวลานั้นมาถึงตอนที่เธอจะให้กำเนิด และเธอนำมาลูกชายคนแรกของเธอและเขาห่อและวางไว้ในรางหญ้าเพราะมีห้องพักในโรงแรมเมื่อพระเยซูเกิดในเบ ธ เลเฮจูเดียในช่วงเวลาของกษัตริย์เฮโรดดูเถิดมีพวกนักปราชญ์จากทิศตะวันออกไปยังกรุงเยรูซาเล็มและถามว่า “ในกรณีที่บังเกิดมาเป็นกษัตริย์ของพวกยิวหรือเราเห็นดาวของเขาในภาคตะวันออกและเป็นที่มานมัสการเขา.” เมื่อกษัตริย์เฮโรดได้ยินนี้เขากำลังมีความสุขทั้งชาวกรุงเยรูซาเล็มกับเขา และเขารวบรวมปุโรหิตใหญ่ทุกคนและกรานและถามพวกเขาที่ซึ่งพระคริสต์จะเกิด พวกเขากล่าวว่า “ในเบ ธ เลเฮแคว้นยูเดียเพราะว่าจึงถูกเขียนโดยผู้เผยพระวจนะ:. คุณเบ ธ เลเฮแผ่นดินยูดาห์จะไม่น้อยในหมู่เจ้าชายของยูดาห์เพื่อออกมาจากคุณจะมาเป็นผู้ปกครองที่จะเลี้ยงดูอิสราเอลประชาชนของเรา”

Categories: การศึกษา

Comments Off

คริสตจักรที่แท้จริงนั้นไม่มีชื่อแต่เป็นการร่วมประชุมกันของเหล่าสาวกพระคริสต์ในแต่ละแห่ง

January 27th, 2015

3

คริสจักรคืออะไร คริสตจักรกับโบสถ์เหมือนกันรึเปล่า ทำไมบางคนเรียกคริสตจักร บางคนเรียกโบสถ์ แล้วต่างกันตรงไหนในภาษากรีกซึ่งเป็นต้นฉบับของพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ คำว่า ekklesia ซึ่งถูกแปลว่า “คริสตจักร” นั้นหมายถึง กลุ่มชนที่ถูกเรียกออกมาชุมนุมกัน ดังนั้นศัพท์คำนี้จึงหมายถึง กลุ่มชน ไม่ใช่สถานที่ หรือสิ่งปลูกสร้าง แต่ป้ายของสถานที่ประชุมของคริสเตียนส่วนใหญ่มักจะเขียนว่า คริสตจักร ดังนั้นคนทั่วไปจึงเข้าใจว่า อาคารหลังนั้นก็คือ คริสตจักร และอาคารที่เป็นที่ประชุมส่วนใหญ่ก็มีหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์ของโบสถ์คริสต์ ดังนั้นเขาจึงเรียกว่า “โบสถ์” สุดท้ายก็เลยสับสน เข้าใจว่า คริสตจักรก็คือโบสถ์ ในความเป็นจริง ถ้าจะเรียกกันให้ถูกต้อง เราไม่ควรเรียกอาคาร หรือสถานที่ซึ่งคริสเตียนมาประชุมกันว่า คริสตจักร แต่ควรเรียกว่า “สถานที่ประชุมของคริสตจักร” จึงจะถูกต้อง ส่วนคริสตจักรนั้นหมายถึงกลุ่มชนที่ถูกเรียกจากพระเจ้าให้แยกออกมาจากฝ่ายโลก เพื่อชุมนุมกันต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า

คริสตจักรที่แท้จริงนั้นไม่มีชื่อ แต่เป็นการร่วมประชุมกันของเหล่าสาวกพระคริสต์ในแต่ละแห่ง แต่บรุษไปรษณีย์จะงงงวยมากและไม่เข้าใจ เพราะกลุ่มคนนั้นต้องมีชื่อกลุ่ม ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่ากลุ่มไหน อยู่ที่ไหน ในสมัยท่านเปาโลก็มีปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น คนภายนอกเลยเรียกเอาเองว่าพวกนาซาเร็ธบ้าง พวกพระคริสต์บ้าง(คริสเตียน) พวกทางนั้นบ้าง พวกคว่ำโลกบ้าง นี่เป็นชื่อคนนอกตั้งให้ทั้งนั้นปัจจุบันคริสเตียนมีมากมายหลายกลุ่มเหลือเกินทั่วโลก พวกเรานั้น คริสเตียนทั่วไปเขาเรียกว่าพวกคณะที่ประชุม(assembly) ภาษาจีนว่า ชิ่วฮุ่ยโส่ว ที่แท้จริงคือผู้เชื่อในพระเยซู เชื่อในพระเจ้า และมาร่วมประชุมกันเป็นกลุ่ม แสวงหาสัจธรรมฝ่ายวิญญาน ถ้าเราไม่ให้ชื่อว่าคริสตจักรในกรุงเทพ คนทั่วไป คริสเตียนทั่วไปแม้บุรุษไปรษณีย์ก็จะงง ดังนั้นจึงต้องมีชื่อกลุ่มแล้วแต่จะตั้ง และมีที่อยู่เพื่อการติดต่อ ดังที่คริสเตียนทั่วโลกเขาทำกัน เรื่องนี้อย่าเถรตรงเกินไป และอย่าเน้นเป็นเรื่องใหญ่โต ให้แสวงหาที่จะเติบโตฝ่ายวิญญานมากๆ มีพระคริสต์มากๆ คนฝ่ายวิญญานที่แท้จริงก็เป็นพวกเดียวกันอยู่แล้ว พวกพระเจ้าไง พวกพระคริสต์ไง พระเจ้าทราบอยู่แล้วว่าใครเป็นใคร พระเจ้าคอยดูว่าเรามีพระคริสต์ในตัวเราเท่าไรแล้ว นี่ต่างหากที่เป็นฝ่ายวิญญานและฝ่ายสวรรค์ จะอยู่กลุ่มไหน ไปประชุมที่ไหน หรืออยู่แต่ที่บ้านเพราะไปคริสตจักรต่างๆไม่ลง ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะคนฝ่ายวิญญานดำเนินอย่างดื่มด่ำกับพระวิญญานทุกวัน ซาบซ่านกับพระวิญญานทุกวัน แล้วสถานที่ประชุมเอย ชื่อสถานที่ประชุมเอยจะสำคัญอะไรสิ่งที่พระเจ้าต้องการในที่สุดคือธาตแท้ของพระคริสต์ สำแดงออกมาทางจิตและกายต่างหาก นอกจากสภาพและธาตุแท้ฝ่ายวิญญานแล้ว นอกนั้นล้วนเป็นวัตถุ เป็นไม้ เป็นอิฐ ไม่ใช่ฝ่ายสวรรค์เลย เข้าใจหรือยัง

Categories: การศึกษา

Comments Off

ทำความเข้าใจเรื่องคริสตจักรเครือข่าย

December 2nd, 2014

คริสตจักรแบบเครือข่าย (Network Church)  คือคริสตจักรแห่งการร่วมมือกันและช่วยเหลือกันอย่างลึกซึ้งของกลุ่มคริสตจักรท้องถิ่นในหลากหลายรูปแบบ จนเป็นเสมือนกับเป็นคริสตจักรเดียวกัน คริสตจักรเครือข่ายเป็นคริสตจักรท้องถิ่นในรูปแบบใหม่ ซึ่งมีรูปแบบพื้นฐานอยู่ 3 รูปแบบดังนี้

1.  Network House Church (แบบคริสตจักรเครือข่ายบ้าน) หรือกลุ่มคริสตจักรตามบ้านที่มีการเชื่อมโยงกัน ช่วยเหลือกัน และรวมตัวนมัสการด้วยกันอย่างสม่ำเสมอ อาจรวมตัวกันทุกสัปดาห์หรือเดือนละครั้งหรือสองเดือนครั้ง ก็แล้วแต่ตกลงกัน โดยอาจไปเช่าหรือใช้สถานที่ที่ใดที่หนึ่ง และทั้งหมดเคลื่อนเสมือนเป็นคริสตจักรเดียวกัน รูปแบบนี้มักเป็นกรณีของการทำกลุ่มคริสตจักรตามบ้าน(หรือตามที่ต่างๆ)ที่ไม่มีอาคารสถานที่เป็นของตนเอง
2. Building-Shared Network Church (คริสตจักรเครือข่ายร่วมสถานที่) เป็นกรณีของคริสตจักรแห่งหนึ่งมีสถานที่ของตน แต่มีใจกว้างเปิดให้คริสตจักรอื่นๆ หรือผู้รับใช้อื่นๆ ที่ไม่มีอาคารสถานที่ มาร่วมใช้นมัสการ โดยทำได้หลายรูปแบบ เช่น อาจแบ่งใช้คนละห้อง แบ่งใช้คนละเวลา หรือแบ่งใช้คนละวัน ซึ่งแต่ละรอบก็ไม่จำเป็นต้องมีสไตล์เหมือนกัน หรือยังอาจมีรอบรวมที่ทุกรอบมารวมตัวกันเป็นครั้งคราว หรือยังทำได้ขนาดว่าทุกคริสตจักรมานมัสการร่วมกันในรอบเดียวกันตลอด โดยผลัดกันเทศนา ผลัดกันนำ  ส่วนในเรื่องเงินถวายก็สามารถใช้การแยกซองถวาย ส่วนหน้าที่รับผิดชอบและค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็ช่วยเหลือกันตามน้ำใจ  ตามกำลังและความเหมาะสม และทั้งหมดเคลื่อนเสมือนเป็นคริสตจักรเดียวกัน
3. Cooperative Network Church (คริสตจักรเครือข่ายหุ้นส่วนหรือสหกรณ์) เป็นกรณีของคริสตจักรหลายๆ แห่งที่ต่างก็มีอาคารสถานที่ของตนเอง แต่ได้ร่วมมือกันอย่างลึกซึ้ง เช่น รวมงบประมาณกัน แบ่งปันบุคคลากรกัน ร่วมนโยบายแผนงานและกิจกรรมด้วยกัน ฯลฯ หรือบางที่ก็เป็นรูปแบบของ Multisite church  หรือ Satellite Church คือ ใช้คำเทศนาร่วมกัน  (เช่น ส่งบทเรียน ส่งคำเทศนา หรือถ่ายทอดสดคำเทศนาไปยังคริสตจักรในเครือข่าย)  และทั้งหมดเคลื่อนเสมือนเป็นคริสตจักรเดียวกัน

ในโลกนี้กำลังเกิด Network Church หรือคริสตจักรแบบเครือข่ายมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่คริสตจักรต่างๆต้องลงทุนซื้อที่ดินและสร้างอาคารคริสตจักร ซึ่งก็จะเป็นไปได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะราคาที่ดินหรือค่าเช่าแพงขึ้นมาก หลายคริสตจักรในโลกตะวันตกคริสตจักรต้องปิดตัวเพราะไม่สามารถจ่ายหนี้ที่กู้ธนาคารมาก่อสร้างคริสตจักรได้ หรือไม่สามารถจ่ายค่าดูแลรักษาอาคารได้ หรือไม่ก็ทุ่มเทเงินไปกับเรื่องอาคารสถานที่จนแทบไม่เหลือสำหรับเรื่องการประกาศข่าวประเสริฐ มิชชั่น และการสนับสนุนผู้รับใช้ ในขณะที่ หลายๆ คริสตจักรต่างก็ต้องแบกภาระมหาศาลในการซื้อหรือเช่าสถานที่ทั้งๆ ที่คริสตจักรก็อยู่ใกล้กัน และต่างก็ยังใช้ไม่คุ้มค่าอยู่แล้ว

Categories: การศึกษา

Tags: , Comments Off

Feed

http://www.sendas.ws /